รู้หรือไม่ว่า “พรีไบโอติกส์” มีบทบาทความสำคัญต่อระบบขับถ่ายของเรา

“ท้องผูกเป็นประจำ ท้องเสียง่าย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ร่างกายส่งสัญญาณบอกถึงความผิดปกติของสมดุลลำไส้”

          การรับประทาน “พรีไบโอติกส์” (Prebiotics) สามารถช่วยปรับสมดุลของสำไส้ของเราได้ เพราะ “พรีไบโอติกส์” เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ของเรา เมื่อจุลินทรีย์ชนิดดีเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น จะช่วยเสริมสร้างสมดุลที่ดีให้กับระบบลำไส้ และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติมากขึ้น

ประโยชน์ของพรีไบโอติกส์ต่อร่างกายของเรา

  1. ช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่าย ลดการท้องผูก
  2. ช่วยเพิ่มปริมาณการขับถ่าย ทำใหอุจจาระนิ่มลง
  3. เป็นอาหารที่ดีของจุลินทรีย์ดีในลำไส้
  4. ช่วยเพิ่มประมาณของ Bifidobacteria และ Lactobacilli ในลำไส้
  5. ลดความเสี่ยง การท้องเสียจากการทานอาหารที่มีจุลินทรีย์ไม่ดีปนเปื้อน
  6. ลดเวลาที่ของเสียตกค้างอยู่ในลำไส้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น มะเร็งลำไส้
  7. เพิ่มความสามารถในการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด
  8. ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  9. เพิ่มความแข็งแรงของเซลล์เยื่อบุผิวในลำไส้ส่งผลให้มีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี


พรีไบโอติกส์ (Prebiotic) คือ อะไร

          คือ ใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อจุลินทรีย์ดีในลำไส้ใหญ่ของเรา หรือเป็นอาหารให้กับโปรไบโอติกส์นั่นเอง พรีไบโอติกส์เป็นใยอาหารที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อย จึงไม่ถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหารทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยและนำไปให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ของเรา
          สารอาหารในกลุ่มพรีไบโอติกส์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โปรไบโอติก (probiotic) เช่น แล็กโทบาซิลลัส (lactobacillus) และไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium) ช่วยเพิ่มปริมาณการขับถ่ายและลดระยะเวลาที่ของเสียตกค้างอยู่ในลำไส้ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคท้องผูก โรคลำไส้แปรปวน และ โรคมะเร็งลำไส้
          ปัจจุบันมี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรีไบโอติกส์เป็นตัวช่วยให้กับผู้ที่มีอาการท้องผูก และผู้ที่ทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายขาดสมดุล สารกลุ่มพรีไบโอติกส์ ได้แก่ อินูลีน (Inulin) โพลีเด็กซ์โตรส (Polydextrose) และ ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS)

ทำความรู้จักกับ “พรีไบโอติกส์” (Prebiotics) แต่ละชนิด


ทำความรู้จักกับ “พรีไบโอติกส์” (Prebiotics) แต่ละชนิด

1. อินูลีน (Inulin)
          เป็นเส้นใยอาหารที่พบได้ใน อ้อย ชิโครี แก่นตะวัน กระเทียม และหอมหัวใหญ่ มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ (Prebiotic) ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหาร จึงเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ได้แก่ บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) ชื่อทั่วไป คือ โอลิโกแซกคาไรด์ และ โพลีแซกคาไรด์ ซึ่งเป็นโมเลกุลของฟรุกโตสต่อพันธะกันเป็นสายยาวเชื่อมกันกับโมเลกุลของกลูโคส สายโมเลกุลยาวตั้งแต่ 3-60 โมเลกุล
“อินูลีน” ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ในเลือด และลดระดับคอเลสเตอรอล เพิ่มปริมาณ HDL และลดระดับปริมาณ LDL จึงมีการนำมาใช้กับอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและเป็นอาหารลดความอ้วนได้ สามารถรับประทานได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา

2. โพลีเด็กซ์โตรส (Polydextrose)
          เป็นเส้นใยอาหารที่พบได้จาก ข้าวโพด ข้าวสาลี มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ (Prebiotic) โมเลกุลโพลีเด็กซ์โตรส เชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคซิดิค (Glycosidic linkage) หลายแบบ ร่างกายจึงไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ทั้งหมด
โพลีเด็กซ์โตรสจัดเป็นใยอาหารประเภทที่ละลายน้ำได้ ให้พลังงานต่ำ นิยมใช้ในเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร และโพลีเด็กซ์โตรสจัดอยู่ในกลุ่มของ Functional food additive ที่ให้พลังงานต่ำ ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น

3. ฟรุกโตโอลิโกแซ็คคาไรด์ (FOS: Fructooligosaccharides)
          เป็นใยอาหารที่พบตามธรรมชาติในพืช เช่น อ้อย มีรสหวานและมีแคลอรีต่ำ FOS จึงนิยมใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีแคลอรีต่ำ อีกทั้ง FOS มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ จึงไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด FOS มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ลดอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ เพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ ลดคอลเลสเตอรอลในเลือด ปัจจุบัน FOS ถูกรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารและสูตรสำหรับเด็กมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติการเป็นพรีไบโอติกส์ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในลำไส้ป้องกันไม่ทำให้เกิดโรคท้องผูกในเด็ก

พรีไบโอติกส์เหมาะกับใครบ้าง

  1. คนที่มีท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายลำบาก ใช้ยาระบายเป็นประจำ
  2. คนที่มีปัญหาขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ ขับถ่ายไม่เป็นเวลา
  3. คนที่มีปัญหาท้องเสียบ่อย ลำไส้แปรปรวน
  4. คนที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้
  5. คนที่มีกลิ่นปาก มีกลิ่นตัว
  6. คนที่มีประวัติครอบครัวมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเกี่ยวกับสำไส้
  7. คนที่ต้องการดูแลระบบลำไส้ให้ดีอยู่เสมอ

 

ที่มาของข้อมูลและงานวิจัยอ้างอิง:

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3705355/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6041804/
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20119826/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20920376
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5622781/
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/B9780128051863000114
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3550857/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3376865/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/29027814
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12088522
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22835137

ช่องทางจัดจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง