โรคกรดไหลย้อน

          โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease ) หรือ GERD คือ ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีฤทธ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการระคายบริเวณลำคอ และแสบร้อนกลางอก หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย

กรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน

  • อาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคกรดไหลย้อน คือ แสบร้อน จุกเสียดท้อง คล้ายอาหารไม่ย่อย โดยปกติแล้วจะรู้สึกแสบร้อนกลางอกเคลื่อนขึ้นไปที่คอและลำคอ หลายคนบอกว่ารู้สึกเหมือนอาหารย้อนกลับขึ้นมาในลำคอ ทิ้งรสเปรี้ยวหรือรสขมไว้
  • อาการแสบร้อน จุกเสียด สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ชั่วโมง อาการมักจะกำเริบหลังจากรับประทานอาหาร การนอนราบหรืองอตัวอาจส่งผลให้เกิดอาการจุกเสียดเพิ่มมากขึ้น หลายคนรู้สึกดีขึ้นหากยืนตัวตรงหรือกินยาลดกรด
  • นอกจากอาการข้างต้นแล้ว คุณอาจมีอาการ คลื่นไส้ กลิ่นปาก หายใจลำบาก กลืนลำบาก อาเจียน การสึกของเคลือบฟัน ก้อนในลำคอของคุณ โรคกล่องเสียงอักเสบ หอบหืดกำเริบกะทันหันหรือแย่ลง ปัญหาการนอนหลับ

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

  • ความผิดปกติของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหาร อาจทำงานผิดปกติ เช่น มีการคลายตัวของหลอดอาหารส่วนล่างโดยที่ไม่มีการกลืน หรือความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้องและการบีบตัวของกระเพาะอาหารได้ ความผิดปกตินี้ อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือยาบางชนิด
  • ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ ทำให้มีโอกาสการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร อาหารประเภทไขมันสูงทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงได้
  • พฤติกรรมการบริโภคและการปฏิบัติตน ส่งเสริมให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ การรับประทานอาหารอาหารรสจัด/รสเผ็ด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด  ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ การนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ความเครียด ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับและรัดเข็มขัดแน่น เป็นต้น
  • โรคบางชนิด เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไส้เลื่อนกระบังลม ทำให้มีโอกาสเกิดโรคกระไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น
  • การตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ส่งผลทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง รวมถึงการขยายตัวของมดลูกจะไปเพิ่มแรงกดทับต่อกระเพาะอาหารส่งผลให้กระเพาะอาหารบีบตัวผิดปกติ

การรักษาโรคกรดไหลย้อน

1. การรักษาดัวยตัวเอง

ปรับพฤติกรรมการบริโภค

  • ไม่ควรทานอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณที่มากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารไขมันสูง เช่นของทอด หรือรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม

ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนเข้านอน 2-3 ชั่วโมง
  • ไม่ควรให้ตัวเองอ้วนเกินไป ควรดูแลน้ำหนักให้เหมาะสม
  • หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและพยายามไม่เครียด
  • ไม่ใส่เสิ้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบายตัว

2. การรักษาด้วยยา

หากการปรับพฤติกรรมแล้วยังอาการไม่ดีขึ้น ควรรับประทายยาร่วมด้วย โดยปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

  • ยาลดกรด(Antacids) ลดความเป็นกรดของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ใช้ในผู้ที่มีอาการเล็กน้อยหรือเป็นเพียงชั่วคราว เช่น aluminium hydroxide, magnesium hydroxide
  • ยากลุ่ม H2 Blockers ออกฤทธิ์ยับยั้งฮิสตามีนไม่ให้จับกับตัวรับในกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดลดลง เช่น cimetidine, ranitidine เป็นต้น
  • ยากลุ่มยับยั้งผลิตกรดในกระเพาะอาหาร (Proton pump inhibitors, PPl) ยากลุ่มนี้จะทำหน้ำที่ยับยั้งการผลิตกรดของกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นกลไกขั้นสุดท้ายในการหลั่งกรด จึงสามารถลดการหลั่งได้สมบูรณ์ ยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงน้อย แต่บางรายอาจมีคลื่นไส้ ปวดหัวได้ ยากลุ่มนี้ เช่น omeprazole, esomeorazole, pantoprazole เป็นต้น
  • ยากลุ่มกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (Prokinetics) หน้าที่เพิ่มการบีบรัดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ทำให้อาหารเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารเร็วขึ้น เช่น Metoclopramide, domperidone เป็นต้น


ข้อมูลอ้างอิง :

ยาที่ใช้ในโรงระบบทางเดินอาหาร, https://mssd.nmd.go.th

แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโ รคกรดไหลย้อนในประเทศไทย พ.ศ. 2563

ช่องทางจัดจำหน่าย